ในปี 1984 กลุ่มนักปีนเขาจากทวีปออสเตรเลียพิชิตยอดเขาEverestได้สำเร็จโดยไม่ใช้ออกซิเจนหรือขอความช่วยเหลือจากชาวท้องถิ่นเลย หกปีต่อมา หนึ่งในนักปีนเขา ได้แก่ Tim Macartney-Snape ตัดสินใจกลับไปอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาตั้งใจจะพิชิตยอดเขาในแบบที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือปีนให้ได้ระยะทางครอบคลุมที่สุดคือ 8,848 เมตร นั่นหมายถึง Tim ต้องเริ่มต้นที่ระดับน้ำทะเล

ในปี 1990 Tim เริ่มต้นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่โดยการว่ายน้ำในอ่าวเบงกอลของอินเดีย จากนั้นเดินเท้าผ่านGangetic Plain เพื่อไปยังตีนเขาหิมาลัย และเริ่มปีนจาก Base Campโดยไม่ใช้ออกซิเจนช่วย สี่เดือนต่อมาเขาขึ้นสู่ยอดเขา Everest สำเร็จอีกครั้ง การผจญภัยในครั้งนั้นจึงได้ชื่อว่า “Sea to Summit"


ย้อนกลับไปที่ประเทศออสเตรเลีย Tim และเพื่อนชื่อ Roland Tyson ซึ่งเป็นทั้งนักปีนเขาและนักออกแบบ ร่วมกันก่อตั้งบริษัทขึ้น โดยตั้งใจจะใช้ความรู้และประสบการณ์ของทั้งสอง บวกกับความคิดสร้างสรรค์  ผลิตสินค้าเอ้าทดอร์ คุณภาพดี ราคาไม่แพง พวกเขาตั้งชื่อบริษัทว่า “Sea to Summit” ตามการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ของ Tim

ผ่านมาเกือบ 30 ปี วงการเอ้าท์ดอร์มีวิวัฒนาการไปมาก ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและแฟชั่น ปัจจุบันเราได้เห็นสินค้าที่ใช้วัสดุยุคอวกาศในการผลิต นับตั้งแต่ แผ่นAerogel ที่ใช้ถุงนอน ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ผลิตจาก aircraft alloy  เทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้การผจญภัยเบาขึ้น เล็กลง สบายขึ้น และSea to Summit  ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมเอ้าท์ดอร์มาโดยตลอด


ในยุคที่สินค้าเอ้าท์ดอร์หลากหลายแบรนด์แข่งขันกันในตลาด แต่Sea to Summit ยังคงเป็นผู้นำซึ่งเป็นเพราะความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพของสินค้า นี่คือหัวใจในการทำธุรกิจ

พันธะสัญญาที่ Sea to Summit มีต่อองค์กรสิ่งแวดล้อมต่างๆ เน้นให้เราคำนึงถึงการกระทำที่อาจส่งผลเสียต่อธรรมชาติที่เรารัก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการริเริ่มของเรา เช่น บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ สามารถดูได้ที่ www.seatosummit.com เพราะการได้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเอ้าทดอร์นี้มิใช่เพียงแค่เป็นสิ่งพิเศษ แต่นี่คือวิถีชีวิตของพวกเรา

ในปี 2010 นี้ Sea to Summit ได้เดินทางมาถึงเมืองไทย โดยการนำเข้าของบริษัท 299 จำกัด Sea to Summit เป็นบริษัทที่กำเนิดจากpassionอย่างแท้จริง จากผู้ก่อตั้งและพนักงานซึ่งล้วนแต่เป็นผู้รักในกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ พวกเขาได้นำประสบการณ์จริงมาออกแบบสินค้า ใส่ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเอง ผลลัพธ์ที่ได้คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ดีจริงๆ น้ำหนักเบา คุณภาพดี นอกจากนี้พวกเขายังคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการผลิตและการใช้สินค้า เราจึงได้เห็นสินค้าที่มีคุณภาพ, การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการออกแบบโดยคำนึงถึงธรรมชาติ (Leave No Trace) เพื่อปกป้องธรรมชาติที่พวกเขารัก ปัจจุบัน Sea to Summit มีจำหน่ายใน35 ประเทศทั่วโลก และผลิตภัณฑ์ได้รับรางวัลต่างๆมากมายทั้ง Industry Design และ Busienss awards ทั้งในออสเตรเลียและต่างประเทศ